มิติด้านสิ่งแวดล้อม

พีทีจี มุ่งเน้นในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม ตลอดจนรักษาความหลากหลายทางชีวภาพของระบบนิเวศวิทยาอย่างยั่งยืน และส่งเสริมการปลูกจิตสํานึกในเรื่องการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมให้กับพนักงาน เปิดโอกาสให้พนักงานมีส่วนร่วมในการจัดการและดูแลสิ่งแวดล้อม

การจัดการสิ่งแวดล้อมและการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ


การจัดการสิ่งแวดล้อมและการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ

พีทีจี มีความมุ่งมั่นในการดําเนินธุรกิจที่จะเป็นผู้นําในการให้บริการด้านพลังงาน โดยคํานึงถึงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม และสังคม ซึ่งบริษัทได้ให้ความสําคัญกับการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพโดยการดําเนินโครงการต่าง ๆ เพื่อลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงการรับผิดชอบต่อชุมชนและสังคม ตลอดจนผู้มีส่วนได้เสียของบริษัทในทุก ๆ กลุ่ม

แนวทางการบริหารจัดการ

พีทีจี มีนโยบายในการบริหารจัดการคุณภาพ ความมั่นคง ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้สอดคล้องตามกฎหมาย รวมทั้งข้อกําหนด และมาตรฐานสากลอื่นๆ ที่ใช้ในการกํากับดูแล ควบคุมกระบวนการปฏิบัติงาน การปรับปรุงการให้บริการ และการเพิ่มผลผลิตให้ดียิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทําให้ผู้ปฏิบัติงานเกิดความตระหนักในการปฏิบัติงาน เพื่อจัดการความเสี่ยงและโอกาสด้านคุณภาพ ความมั่นคง ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อม (QSSHE) ของบริษัท ซึ่งเป็นองค์ประกอบสําคัญในการดําเนินธุรกิจ

บริษัทมีการนําข้อกําหนดตามมาตรฐาน ISO9001 ISO14001 และ ISO45001:2018 มาบูรณาการเป็นมาตรฐานฉบับเดียว และนําเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทํางาน โดยใช้เป็นเครื่องมือในการปรับปรุงกระบวนการทํางาน และใช้เป็นพื้นฐานในการจัดกระบวนการปฏิบัติงานต่าง ๆ รวมถึงใช้เป็นแนวทางที่จะยกระดับการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เกิดความเชื่อมโยงกัน ทั้งกระบวนการปฏิบัติงานและผลลัพธ์ มีระบบการดําเนินงานและการบริหารจัดการองค์กรที่แข็งแกร่ง และทําให้มีกรอบการปฏิบัติงานที่ชัดเจนขึ้น นอกจากนี้ บริษัทยังมีการวางแผนที่จะขอรับรองมาตรฐานระบบการจัดการแบบบูรณาการ (Integrated Management System) โดยมีเป้าหมายได้รับการรับรองภายในปี 2564 ที่คลังน้ำมันแม่กลอง และคลังน้ำมันพิษณุโลก

โครงการสำคัญปี 2563

1.

โครงการรณรงค์ประหยัดค่าไฟฟ้าสํานักงานใหญ่

บริษัทมุ่งมั่นบริหารจัดการค่าไฟฟ้าให้ลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยคิดมาตรการและแนวทางต่างๆ รวมถึงการสื่อสารให้พนักงานรับทราบถึงวิธีการใช้ไฟฟ้าอย่างถูกวิธี โดยการประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอในทุกๆ วันศุกร์ นอกจากนี้ในปี 2563 บริษัทมีการกําหนดเป้าหมายการใช้ไฟฟ้า คือ ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยรายบุคคลต้องไม่สูงกว่าปี 2562

2.

โครงการ “กระดาษเก่า” แลก “กระดาษใหม่”

บริษัทได้เข้าร่วมโครงการ “Perks from Trash & Care the whale” โดยบริษัทได้มีการนํากระดาษที่ใช้แล้ว ส่งไปให้ฝ่ายบริหารอาคารซีดับเบิ้ลยู ทาวเวอร์ และบริษัท SCG เพื่อนํากลับมาใช้ใหม่ (Reuse) ทั้งหมด 3 ครั้ง ซึ่งเป็นการช่วยลดก๊าซเรือนกระจกและลดการเกิดภาวะโลกร้อนได้ โดยบริษัทมีสัดส่วนในการส่งขยะให้กับอาคารซีดับเบิ้ลยู ทาวเวอร์ เป็นจํานวน 239 กิโลกรัม คิดเป็นสัดส่วนได้ประมาณ 25% ของปริมาณขยะทั้งหมดที่อาคารซีดับเบิ้ลยู ทาวเวอร์ ได้รับ โดยบริษัทสามารถลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 128 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า จากทั้งหมด 512 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

3.

โครงการโซลาร์รูฟสถานีบริการน้ำมัน

บริษัทติดตั้งโซลาร์รูฟเพื่อผลิตไฟฟ้าสําหรับใช้ในสถานีบริการน้ำมัน เพื่อเป็นการลดค่าไฟฟ้าในสถานีบริการน้ำมัน และเป็นการช่วยลดผลกระทบที่มีต่อสิ่งแวดล้อม โดยในปี 2563 ได้เปิดใช้โซลาร์รูฟทั้งหมดจํานวน 7 สถานี ซึ่งมีเป้าหมายที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมในปี 2564 ให้ได้ 296 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า นอกจากนี้บริษัทยังมีโครงการที่จะเปิดใช้โซลาร์รูฟเพิ่มอีก 22 สถานี รวมเป็น 29 สถานี ซึ่งหากเปิดใช้โซลาร์รูฟครบ ทั้ง 29 สถานีแล้ว บริษัทมีเป้าหมายที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมในปี 2564 – 2570 ให้ได้ 6,794 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือคิดเป็นเฉลี่ยต่อปีได้ 970 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี ซึ่งในปี 2564 บริษัทได้รับการขึ้นทะเบียนโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (T-VER) ในโครงการโซลาร์รูฟสถานีบริการน้ำมันและแก๊สพีที 29 สถานี

4.

โครงการลดค่าใช้จ่ายจากการใช้น้ำมันดีเซล B10 แทนน้ำมันดีเซล B7 สําหรับรถขนส่ง

บริษัทส่งเสริมการใช้น้ำมันดีเซล B10 แทนการใช้น้ำมันดีเซล B7 กับรถบรรทุกที่ใช้ในการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงที่เป็นรถเทรลเลอร์กึ่ง พ่วงและรถสิบล้อ จำนวน 502 คัน ทำให้ค่าใช้จ่ายลดลง 50,717,638 บาท ซึ่งสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายได้ 17.23% นอกจากนี้ยัง สามารถช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้ โดยหากบริษัทใช้น้ำมันดีเซล B7 กับรถขนส่งจะมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 39,599 ตัน คาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อลิตร แต่เมื่อเปลี่ยนมาใช้น้ำมันดีเซล B10 กับรถขนส่งจะมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 38,322 ตัน คาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อลิตร ซึ่งสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 1,277 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อลิตร
**หมายเหตุ ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก คำนวณจากกิจกรรมที่ทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจกคูณกับค่าสัมประสิทธิ์การปล่อยก๊าซ เรือนกระจกโดยอ้างอิงจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.)

5.

โครงการยางหล่อดอก

บริษัท ได้จัดทําโครงการยางหล่อดอกอย่างต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลา 4 ปี โดยเริ่มตั้งแต่ปี 2560 ซึ่งโครงการยางหล่อดอก เป็นการนํายางของหัวลากรถบรรทุกอีซูซุ หัวลากรถวอลโว่ และหางเทรลเลอร์ที่ครบอายุการใช้งานมาทําเป็นยางหล่อดอก เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ยางให้คุ้มค่าได้มากขึ้น และช่วยลดปริมาณขยะจากยางที่ครบอายุการใช้งานแล้ว นอกจากนี้ยังสามารถช่วยลดปริมาณการใช้ยางใหม่ได้ เพื่อเป็นการช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายของบริษัทจากการนํายางเก่ามารีไซเคิลใช้ใหม่

Loading...